กองทัพเรือมีหน้าที่ในการรักษาอธิปไตย และผลประโยชน์ของชาติทางทะเล และ พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ได้กำหนดนโยบายตลอดจนแนวทางการปฏิบัติงานให้กับหน่วยต่างๆ ของกองทัพเรือ มีความมุ่งมั่นทำงาน เพื่อให้เป็นกองทัพที่ประชาชนเชื่อมั่น และภาคภูมิใจ ทัพเรือภาคที่ 1 ได้นำนโยบายและแนวทางการปฏิบัติงานดังกล่าวมาใช้ในการปฏิบัติงานอย่างเต็มกำลัง โดยในห้วงเวลาที่ผ่านมา ทัพเรือภาคที่ 1 ได้ติดตามรวบรวมข่าวสารสถานการณ์ด้านความมั่นคงตามแนวชายแดน โดยเฉพาะอาณาเขตทางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชา และการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลในพื้นที่รับผิดชอบอ่าวไทยตอนบน
ทัพเรือภาคที่ 1 ได้ร่วมกับกรมข่าวทหารเรือ ติดตามความเคลื่อนไหวของเรือที่กระทำความผิดในทะเล ลักลอบขนน้ำมันเข้าราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านพิธีการทางศุลกากรอย่างต่อเนื่อง เป็นระยะเวลานานพอสมควร จนกระทั่งมีความมั่นใจว่ามีการกระทำความผิดที่ชัดเจน ดังนั้น ในวันที่ 6 ธ.ค.68 ทัพเรือภาคที่ 1 ได้บูรณาการกับ ศรชล.ภาค 1 สั่งการให้ เรือ ต.112 และ เรือ ต.235 ออกปฏิบัติการในพื้นที่เป้าหมาย จนกระทั่งสามารถจับกุมเรือที่กระทำความผิดได้ 2 ลำ บริเวณปากน้ำประแสร์ อ.แกลง จว.ระยอง ห่างจากทุ่นไฟปากร่องประมาณ 5 กิโลเมตร จึงได้ควบคุมเรือทั้ง 2 ลำ มาที่ท่าเรือกลางอ่าว อ.สัตหีบ จว.ชลบุรี เพื่อดำเนินการทางคดี โดยเรือขนน้ำมันทั้ง 2 ลำ มาจอดที่ท่าเรือเมื่อวันที่ 7 ธ.ค.68 เวลาประมาณ 12.00 น.
ทัพเรือภาคที่ 1 ได้ปฏิบัติต่อลูกเรือเป็นอย่างดี ทั้งระหว่างการเข้าจับกุม และระหว่างการควบคุมตัวไว้ที่เรือ ได้มีการตรวจสุขภาพโดยทีมแพทย์จาก โรงพยาบาลอาภากรเกียรติวงศ์ ฐานทัพเรือสัตหีบ พบว่าลูกเรือทุกคนมีสุขภาพดี และทัพเรือภาคที่ 1 ได้จัดน้ำและอาหารกลางวันให้ลูกเรือทุกคน
ในด้านการดำเนินคดี ทัพเรือภาคที่ 1 ได้บูรณาการร่วมกับ ศรชล.ภาค 1 สำนักงานสรรพสามิตภาคที่ 2 ตำรวจน้ำ กรมเจ้าท่า กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมดำเนินการตรวจสอบเรือทั้ง 2 ลำ และสอบสวนลูกเรือทั้ง 2 ลำ ข้อมูลโดยสรุปให้กับสื่อมวลชน ดังนี้
1. เรือ บ.ดิวันมารีน มีลูกเรือ 5 คน เป็นคนไทย 4 คน ชาวกัมพูชา 1 คน ไม่มีเอกสารการจดทะเบียนเรือ บรรทุกน้ำมันชนิดดีเซล B0 ในระวางจำนวน 1 แสนลิตร
2. เรือไม่มีชื่อ มีลูกเรือ 6 คน เป็นคนไทย 5 คน ชาวกัมพูชา 1 คน ไม่มีเอกสารการจดทะเบียนเรือ บรรทุกน้ำมันดีเซล B0 ในระวางจำนวน 1.2 แสนลิตร
จากการตรวจสอบข้อมูลเรือของหลายหน่วยงาน พบว่าเรือดังกล่าวมีการกระทำผิดลักษณะเดียวกันนี้และถูกจับดำเนินคดีหลายครั้ง ดังนั้นการดำเนินคดีในครั้งนี้ หน่วยงานต่าง ๆ อาทิ สำนักงานสรรพสามิตร กระทรวงแรงงาน และ กรมเจ้าท่า จะร่วมกันดำเนินคดีในทุกกรณี ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากการสอบสวน ไม่ว่าจะเป็นการนำเข้าน้ำมันผิดกฏหมาย การใช้แรงงานต่างด้าวผิดประเภท การไม่มีเอกสารทะเบียนเรือ การใช้เรือที่ไม่ได้จดทะเบียน ลูกเรือไม่มีใบอนุญาตทำงาน ไต๋เรือและต้นกลเรือไม่มีใบอนุญาต ซึ่งการดำเนินคดีต่อความผิดต่างๆ เหล่านี้จะได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากการอำนวยการของ ศรชล.ภาคที่ 1 กรมเจ้าท่า สำนักงานสรรพสามิตรภาคที่ 2 กระทรวงแรงงานฯ และตำรวจน้ำ
สุดท้ายนี้ กองทัพเรือ โดยทัพเรือภาคที่ 1 ศูนย์รักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลภาคที่ 1 กรมเจ้าท่า สำนักงานสรรพสามิต และกระทรวงแรงงานฯ ต่างร่วมมือกันทำหน้าที่เพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล และร่วมมือกันทำงานเพื่อพื่น้องประชาชน และประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกองทัพเรือมุ่งมั่นที่จะเป็น กองทัพที่ประชาชน เชื่อมั่นและภาคภูมิใจ